BANGKOK GEMS TRAINING CENTER

A SPECIAL GEM TRAINING PROGRAM : IDENTIFICATION :GRADING QUALITY :PRICING : BY PROFESSIONAL GEMOLOGISTS
  HAVE MORE EXPERIENCEAND EXPERT.ESPECIALLY PRACTICE TO APPLY FOR TRADING

หน้าแรก
หลักสูตร
ตารางอบรม
อุปกรณ์อบรม
การอบรม
แผนที่
ติดต่อเรา
ENGLISH
 

 




1. เอกสารตำราประกอบการเรียนในหลักสูตร พร้อมทั้งความรู้เกี่ยวกับพลอยชนิดอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในหลักสูตร
2. ตัวอย่างพลอยชนิดต่างๆสำหรับการฝึกปฏิบัติจริงมากกว่า 900 เม็ด
3. ชุดอุปกรณ์สำหรับฝึกปฏิบัติดูตำหนิภายในพลอยประจำที่นั่งท่านละ 1 ชุด
4. อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่ใช้วิเคราะห์พลอยตามหลักสูตรนักอัญมณีศาสตร์ (เช่น เครื่องโพลารีสโคป
เครื่องรีแฟรคโตมิเตอร์ กล้องไมโครสโคป .............และน้ำยาเคมี)

เครื่องโพลาริสโคป (Polariscope)

เป็นเครื่องมือที่ใช้หาลักษณะทางแสงของพลอยว่ามีลักษณะทางแสงเป็นหักเหเดี่ยวหรือหักเหคู่เครื่องโพลาริสโคปประกอบ
ด้วยแผ่นโพลารอยด์ 2 แผ่น โดยแผ่นบนเรียกว่า “แผ่นแอนนาไลเซอร์” (Ana-lyzer) ส่วนแผ่นล่างเรียกว่า“แผ่นโพลา
ไรเซอร์”(Polarizer) บังคับให้แสงสั่นสะเทือนในทิศทางเดียวอยู่ในแนวระนาบ แผ่นแอนนาไลเซอร์และแผ่นโพลาไรเซอร์
์จะวางอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งฉากกัน แผ่นที่อยู่ด้านล่างหมุนไม่ได้ ส่วนแผ่นบนสามารถหมุนได้รอบตัวเองแหล่งกำเนิดแสงของ
เครื่องจะอยู่ที่ฐานด้านล่าง

  เครื่องรีแฟรคโตมิเตอร์ (Refractometer)

เป็นเครื่องมือที่ใช้หาค่าดัชนีหักเหของพลอย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่แน่นอนที่สุดที่ช่วยในการวิเคราะห์พลอยเพื่อให้ทราบว่าเป็น
พลอยชนิดใดค่าดัชนีหักเห (Refractive Index)ค่าดัชนีหักเห (R.I.)หมายถึงอัตราส่วนระหว่างความเร็วของแสงในอากาศ
ต่อความเร็วของแสงในพลอย

                                                  R.I.= ความเร็วของแสงในอากาศ / ความเร็วของแสงในพลอย

เครื่องมือที่ใช้ในการหาค่าดัชนีหักเหของพลอย คือ เครื่องรีแฟรคโตมิเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยแผ่นแก้ว Hemicylinder (ค่า R.I. ของแผ่นแก้ว = 1.90) สิ่งที่ต้องใช้ร่วมกับเครื่องมือชนิดนี้ คือ น้ำยาเชื่อมสัมผัส (Contact Liquid หรือ R.I. Liquid) ซึ่งน้ำยานี้
ประกอบด้วย Methylene Iodide อิ่มตัวในกำมะถัน ประโยชน์ของน้ำยา คือ เป็นตัวเชื่อมระหว่างพลอยกับแผ่นแก้วให้สนิท
ทำให้อากาศที่อยู่ระหว่างตัวกลางทั้งสองหมดไปภายในเครื่องรีแฟรคโตมิเตอร์จะแบ่งสเกลตัวเลขตั้งแต่ 1.4-1.8 การอ่านค่า
ดัชนีหักเหจะสามารถอ่านค่าได้เฉพาะพลอยที่มีค่าดัชนีหักเหประมาณตั้งแต่ 1.4-1.79 ถ้าพลอยมีค่าดัชนีหักเหเกินกว่าน
ี้เครื่องจะไม่สามารถอ่านค่าได้ และจะถือว่าพลอยเม็ดนั้นมีค่าดัชนีหักเหเกินขีดกำหนด(Over The Limit = OL)

 

การหาค่าความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity)

ความถ่วงจำเพาะเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ช่วยในการวิเคราะห์พลอยได้โดยไม่ทำให้พลอยเสียหาย และยัง
สามารถหาค่าได้ง่ายและรวดเร็วอีกด้วยความถ่วงจำเพาะ คือ อัตราส่วนของความหนาแน่นของสารต่อความหนาแน่นของ
น้ำ ดังนั้นความถ่วงจำเพาะจึงไม่มีหน่วย การหาค่าความถ่วงจำเพาะของพลอยใช้หลักของอาร์คีมีดีสดังนี้ :

ความถ่วงจำเพาะของพลอย = น้ำหนักของพลอยในอากาศ / น้ำหนักของพลอยในอากาศ - น้ำหนักของพลอยในน้ำ

เราสามารถใช้เครื่องชั่งไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์เสริมชุดหาความหนาแน่น (Density Kit) ชั่งน้ำหนักของพลอยในอากาศและ
น้ำหนักของพลอยในน้ำได้ ในหน่วยกะรัตมีความละเอียดเป็นทศนิยม 3 ตำแหน่งนอกจากนั้น เรายังสามารถหาค่าความถ่วง
จำเพาะของพลอยได้โดยใช้น้ำยาหาค่าความถ่วงจำเพาะ (Heavy Liquid Method) (วิธีนี้สะดวกแต่มีความแน่นอนน้อยกว่า
วิธีไฮโดรสแตติก)

 

น้ำยาที่ใช้จะมี 5 ขวดที่มีค่าความถ่วงจำเพาะต่างกัน คือ 2.57, 2.67, 2.85, 3.05, และ 3.35 และมีพลอยเปรียบเทียบในแต่ละขวดไว้เพื่อตรวจสอบว่าน้ำยามีค่าความถ่วงจำเพาะตรงตามที่ระบุไว้หรือไม่

  น้ำยาหาค่าความถ่วงจำเพาะ ส่วนผสม พลอยเปรียบเทียบ
1 3.32 100% เมทธิลีน ไอโอไดด์ คอรันดัม (ถ.พ. 4.00) จม
เจดไดท์ (3.34) จม
2 3.05 68% เมทธิลีน ไอโอไดด์
32% เบนซิน เบนโซเอท
ทัวร์มาลีน (ถ.พ. 3.04-3.06) จม
3 2.85 64% เมทธิลีน ไอโอไดด์
36% เบนซิน เบนโซเอท
เนฟไฟรท์ (ถ.พ. 2.95) จม
4 2.67 60% เมทธิลีน ไอโอไดด์
40% เบนซิน เบนโซเอท
คาลไซท์ (ถ.พ. 2.70) จม มรกตสังเคราะห์ (ถ.พ. 2.66) ลอย
5 2.57 58% เมทธิลีน ไอโอไดด์
42% เบนซิน เบนโซเอท
อะมาโซไนท์ (ถ.พ. 2.56) ลอย คาลซีโดนี (ถ.พ.

 

                                     กล้องไมโครสโคป (Microscope)                                               

เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับตรวจแยกพลอยแท้กับพลอยสังเคราะห์ โดยการตรวจหาตำหนิภายในของพลอยตำหนิภายในของ
พลอยแท้และพลอยสังเคราะห์จะแตกต่างกัน ประโยชน์ของกล้องไมโครสโคปมีดังนี้ :

1) ใช้ขยายดูตำหนิเพชรพลอยทั้งภายใน (Inclusion) และตำหนิภายนอก (Blemishes)

2) ใช้ตรวจสอบพลอยปะ, พลอยเลียนแบบ, พลอยสังเคราะห์

3) ใช้ตรวจดูลักษณะภายนอกที่ผิวของพลอย เช่น ความวาว (Luster), รอยแตก (Fracture), และรอยแยกแนวเรียบ (Cleavage)

4) ใช้ตรวจสอบพลอยว่าเป็นพลอยหักเหเดี่ยว (SR) หรือพลอยหักเหคู่ (DR) โดยการดูภาพเส้นคู่ (Doubling) ที่ Pavilion หรือ Culet แต่จะใช้ได้กับพลอย DR ที่มีค่าไบเรฟฟรินเจนส์สูง

รายละเอียดเกี่ยวกับกล้องไมโครสโคป

1) กล้องไมโครสโคปสำหรับดูเพชรพลอย มีกำลังขยายประมาณ 10-45 เท่า และมีเลนส์ขยาย (Eyepiece) อีกเท่าตัว ทำให้กำลังขยายสูงสุดประมาณ 90 เท่า

2) เป็นกล้องแบบ 2 ตา (Stereoscopic Binocular) การดูพลอยจะใช้ตาทั้งสองข้างพร้อม ๆ กันจึงทำให้ไม่เมื่อยตา ภาพที่เห็นเป็นภาพสามมิติหัวตั้ง

3) แสงไฟที่ใช้สำหรับกล้องไมโครสโคป (Illumination) มีด้วยกันหลายแบบ:

ก) แสงสะท้อน หรือ แสงตกกระทบ (Reflected Incident Illumination) : ให้แสงไฟตกกระทบพลอยจากด้านบน ทำให้การตรวจสอบลักษณะผิวเหมาะกับพลอยทึบแสง

ข) แสงส่องผ่าน (Transmitted Illumination) : การใช้แสงส่องผ่านเหมาะสำหรับดูลักษณะภายในของพลอย แบ่งเป็น 2 แบบคือ :

- แบบฉากสว่าง (Light Field Illumination) : แสงจะส่องผ่านจากด้านล่างเข้าสู่พลอย หรือจะใช้แผ่นแก้วฝ้าหรือพลาสติกกั้นระหว่างแหล่งแสงและพลอยทำให้เกิดแสงพร่า(Diffused Illumination) เหมาะสำหรับดูแถบสีต่าง ๆ

- แบบฉากมืด (Dark Field Illumination) : มีแผ่นโลหะสีดำกั้นไม่ให้แสงจากด้านล่างพลอยผ่านเข้าสู่พลอยโดยตรง แต่จะเป็นแสงเข้าสู่พลอยทางด้านข้าง จะมองเห็นตำหนิเป็นภาพสว่าง
ในฉากมืด เหมาะสำหรับดูตำหนิภายในต่าง ๆ เช่น ตำหนิผลึก, เส้นไหม (Silk), เส้นเข็ม
(Needle), รอยนิ้วมือ (Fingerprint)

 

ไดโครสโคป (Dichroscope)

เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการดูเพลียวโครอิซึ่ม(Pleochroism) ซึ่งเป็นคุณสมบัติของพลอย
ที่มีลักษณะทางแสงแบบหักเหคู่ในการแสดงสีได้ 2 หรือ 3 สีในทิศทางที่แตกต่างกัน

ขั้นตอนการใช้

1) ถือพลอยห่างจากแหล่งกำเนิดแสงประมาณ ? นิ้ว และไดโครสโคปห่างจากพลอยประมาณ ? นิ้ว และมองผ่านลงทางด้านส่องตา

2) สังเกตสีที่เห็นในเครื่องไดโครสโคปซึ่งแบ่งเป็น 2 ช่อง หมุนเครื่องไปมาในระหว่างที่ตรวจสอบ และส่องดูพลอยในทิศทางต่างกัน เช่น ส่องดูทางด้านหน้าพลอย, เหลี่ยมข้าง, และก้นพลอย ตรวจดูสีที่เห็นในทั้ง 2 ช่อง

3) ถ้าเห็นสีเดียวตลอด แสดงว่าเป็นพลอยหักเหเดี่ยว

ถ้าเห็น 2 สี แสดงว่าเป็น Dichroism เป็นพลอย DRU           ถ้าเห็น 3 สี แสดงว่าเป็น Trichroism เป็นพลอย DRB

เช่น พลอยทับทิมจะเห็น 2 สี (DRU) คือ สีแดง และแดงอมส้ม

พลอยอันดาลูไซท์จะเห็น 3 สี (DR BI) เช่น ดู Pleochroism ในทิศทางต่าง ๆ


ข้อควรระวัง

1) ถ้ามองในทิศทางของแกนแสงจะเห็นสีเดียว ต้องหมุนพลอยและเครื่องไดโครสโคปในหลายทิศทาง เพื่อยืนยันว่าเป็นพลอย
หักเหเดี่ยว

2) ถ้าเห็นสีอ่อน ๆ อาจไม่ใช่ Pleochroism ที่แท้จริง เนื่องจากบางครั้งด้านสองด้านของกระจกมีสีต่างกันเล็กน้อย อาจสับสนกับ Pleochroism ได้

3) พลอยสีเข้มจะเห็น Pleochroism ชัดเจนกว่า

4) พลอย DR บางชนิดอาจไม่แสดง Pleochroism ก็ได้


เครื่องสเปคโตรสโคป (Spectroscope)

เป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบการดูดกลืนคลื่นแสงในพลอย ซึ่งพลอยแต่ละชนิดจะเลือกดูดกลืนและส่งผ่านแสงสีขาวแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับธาตุให้สีที่เป็นส่วนประกอบของพลอยนั้น ๆ เราเรียกการดูดกลืนคลื่นแสงในพลอยว่า “สเปคตรัม” (Spectrum)

ประโยชน์ของการตรวจสอบสเปคตรัมของพลอย :

1) ตรวจสอบว่าเป็นพลอยชนิดใด (สำหรับพลอยบางชนิด)

2) ตรวจสอบว่าเป็นพลอยธรรมชาติหรือพลอยสังเคราะห์สำหรับพลอยบางชนิดซึ่งจะมีลักษณะสเปคตรัมที่แตกต่างกัน

3) ตรวจสอบว่าเป็นหยกสีเขียวธรรมชาติหรือสีเขียวย้อม

4) ตรวจสอบธาตุให้สีว่าเป็นธาตุใด

 

เชลซีฟิลเตอร์ (Chelsea Filter)

เชลซีฟิลเตอร์เป็นแผ่นกรองแสงที่ใช้แยกมรกตธรรมชาติจากมรกตเลียนแบบ (หมายถึง พลอยอื่น ๆ ที่มีสีเขียวคล้ายมรกต) บางครั้งจึงเรียกว่า “เอมเมอรัล ฟิลเตอร์” (Emerald Filter) ใช้แยกมรกตธรรมชาติจากพลอยปะ 3 ชั้น หรือแก้วสีเขียว ถ้าเป็น
มรกตธรรมชาติจะมีสีแดงใต้แว่นกรองแสงเชลซี ส่วนแก้วสีเขียวและพลอยปะ 3 ชั้นจะคงสีเขียวเช่นเดิม ปัจจุบันใช้แว่น
กรองแสงเชลซีเพื่อ :

1) ใช้แยกสปิเนลสังเคราะห์สีน้ำเงินออกจากพลอยน้ำเงินอื่น ๆ เช่น อะความารีน, แซฟไฟร์สีน้ำเงิน, โทปาซสีน้ำเงิน, เพทาย
สีน้ำเงิน สำหรับพลอยสีน้ำเงินที่เปลี่ยนเป็นสีแดงใต้แว่นกรองแสงเชลซี ได้แก่ สปิเนลสีน้ำเงินสังเคราะห์, ควอตซ์สีน้ำเงิน
สังเคราะห์,และแก้วสีน้ำเงินเท่านั้น สำหรับพลอยสีน้ำเงินอื่น ๆ จะเป็นสีเทา

2) ใช้แยกคาลซีโดนีย้อมสีเขียวและโครมคาลซีโดนีจากคริสโซเพรส โดยคาลซีโดนีย้อมสีเขียวและโครมคาลซีโดนีจะเปลี่ยน
เป็นสีแดงใต้แว่นกรองแสงเชลซี ในขณะที่คริสโซเพรสยังคงเป็นสีเขียวเหลืองตามเดิม

3) ใช้แยกเจดไดท์จากเจดไดท์ย้อมสีเขียว แต่ผลที่ได้ไม่แน่นอน เพราะโครเมียมในเจดไดท์สีเขียวธรรมชาติจะทำให้เจดไดท์
เปลี่ยนเป็นสีชมพู ในขณะที่เจดไดท์สีเขียวย้อมจะกลายเป็นสีแดง เพราะมีโครเมียมผสมอยู่มากกว่า

ลูป (Loupe) และที่คีบพลอย (Tweezer)

ลูป หรือ แว่นขยาย ที่ใช้โดยปกติจะใช้เลนส์ที่มีกำลังขยาย 10 เท่า เพื่อใช้ดูลักษณะทั่วไปและดูตำหนิภายในพลอย

ข้อแนะนำในการใช้ลูปแบบถูกวิธี :

1) หากมีความถนัดในการใช้ตาข้างใด ก็ควรใช้มือข้างนั้นถือลูป เช่น ถนัดตาขวา ให้ใช้มือขวาถือลูป

2) ใช้ที่คีบพลอย (Tweezer) คีบพลอยไว้ด้วยมืออีกข้าง

3) ถือลูปให้ใกล้ตาและถือพลอยให้ห่างจากลูปประมาณ 1 นิ้ว ขยับพลอยและลูปจนเห็นภาพได้ชัดมากที่สุด

4) แสงเป็นสิ่งที่สำคัญ คนส่วนมากมักใช้แสงผ่านกับพลอยซึ่งไม่ค่อยถูกต้องนัก เนื่องจากแสงจะสะท้อนออกจากพลอยทาง

เหลี่ยมด้านหลัง ทำให้ด้านในพลอยมืดหมด และแสงจะเข้าตาทำให้ตาพร่า ซึ่งที่ถูกต้องก็คือ การถือพลอยให้ใกล้กับขอบของ

โคมไฟแล้วให้แสงตกลงมาตรงๆโดยแสงจะเข้าทางด้านข้างของพลอย ทำให้แสงพร่าลดน้อยลงและเห็นตำหนิชัดเจนยิ่งขึ้น

 


Bangkok Gems Training Center : No .919/1 Jewelry Trade Center, 3rd floorThe silom Galleria PlazaZone,Silom Road, BangrakBangkok 10500

Tel.   (02) 630-3174 ,   (086) 553-4319,   (081) 815-2663

ชนิดของพลอย
พลอยเพื่อนบ้าน
ตลาดพลอย
การเจียระไนพลอย
ตำหนิของพลอย
การพัฒนาคุณภาพพลอย
ความหมายของหยก
วิธีดูมรกต
loupe กับพ่อค้าพลอย
 
Meechaigems
จำหน่ายอัญมณี
silver in mind
เครื่องประดับเงิน
siamgemshop
พลอยหัวแหวน
ไข่มุก kaimook
 
Bangkok Hotels