BANGKOK GEMS TRAINING CENTER A SPECIAL GEM TRAINING PROGRAM : IDENTIFICATION :GRADING QUALITY :PRICING : BY PROFESSIONAL GEMOLOGISTS |
|||||||||||||||||||||||||||||||
แผนที่ |
|||||||||||||||||||||||||||||||
1. เอกสารตำราประกอบการเรียนในหลักสูตร พร้อมทั้งความรู้เกี่ยวกับพลอยชนิดอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในหลักสูตร
เครื่องโพลาริสโคป (Polariscope) เป็นเครื่องมือที่ใช้หาลักษณะทางแสงของพลอยว่ามีลักษณะทางแสงเป็นหักเหเดี่ยวหรือหักเหคู่เครื่องโพลาริสโคปประกอบ
เครื่องรีแฟรคโตมิเตอร์ (Refractometer) เป็นเครื่องมือที่ใช้หาค่าดัชนีหักเหของพลอย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่แน่นอนที่สุดที่ช่วยในการวิเคราะห์พลอยเพื่อให้ทราบว่าเป็น R.I.= ความเร็วของแสงในอากาศ / ความเร็วของแสงในพลอย
การหาค่าความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) ความถ่วงจำเพาะเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ช่วยในการวิเคราะห์พลอยได้โดยไม่ทำให้พลอยเสียหาย และยัง ความถ่วงจำเพาะของพลอย = น้ำหนักของพลอยในอากาศ / น้ำหนักของพลอยในอากาศ - น้ำหนักของพลอยในน้ำ เราสามารถใช้เครื่องชั่งไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์เสริมชุดหาความหนาแน่น (Density Kit) ชั่งน้ำหนักของพลอยในอากาศและ
น้ำยาที่ใช้จะมี 5 ขวดที่มีค่าความถ่วงจำเพาะต่างกัน คือ 2.57, 2.67, 2.85, 3.05, และ 3.35 และมีพลอยเปรียบเทียบในแต่ละขวดไว้เพื่อตรวจสอบว่าน้ำยามีค่าความถ่วงจำเพาะตรงตามที่ระบุไว้หรือไม่
กล้องไมโครสโคป (Microscope) เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับตรวจแยกพลอยแท้กับพลอยสังเคราะห์ โดยการตรวจหาตำหนิภายในของพลอยตำหนิภายในของ 1) ใช้ขยายดูตำหนิเพชรพลอยทั้งภายใน (Inclusion) และตำหนิภายนอก (Blemishes) 2) ใช้ตรวจสอบพลอยปะ, พลอยเลียนแบบ, พลอยสังเคราะห์ 3) ใช้ตรวจดูลักษณะภายนอกที่ผิวของพลอย เช่น ความวาว (Luster), รอยแตก (Fracture), และรอยแยกแนวเรียบ (Cleavage) 4) ใช้ตรวจสอบพลอยว่าเป็นพลอยหักเหเดี่ยว (SR) หรือพลอยหักเหคู่ (DR) โดยการดูภาพเส้นคู่ (Doubling) ที่ Pavilion หรือ Culet แต่จะใช้ได้กับพลอย DR ที่มีค่าไบเรฟฟรินเจนส์สูง รายละเอียดเกี่ยวกับกล้องไมโครสโคป 1) กล้องไมโครสโคปสำหรับดูเพชรพลอย มีกำลังขยายประมาณ 10-45 เท่า และมีเลนส์ขยาย (Eyepiece) อีกเท่าตัว ทำให้กำลังขยายสูงสุดประมาณ 90 เท่า 2) เป็นกล้องแบบ 2 ตา (Stereoscopic Binocular) การดูพลอยจะใช้ตาทั้งสองข้างพร้อม ๆ กันจึงทำให้ไม่เมื่อยตา ภาพที่เห็นเป็นภาพสามมิติหัวตั้ง 3) แสงไฟที่ใช้สำหรับกล้องไมโครสโคป (Illumination) มีด้วยกันหลายแบบ: ก) แสงสะท้อน หรือ แสงตกกระทบ (Reflected Incident Illumination) : ให้แสงไฟตกกระทบพลอยจากด้านบน ทำให้การตรวจสอบลักษณะผิวเหมาะกับพลอยทึบแสง ข) แสงส่องผ่าน (Transmitted Illumination) : การใช้แสงส่องผ่านเหมาะสำหรับดูลักษณะภายในของพลอย แบ่งเป็น 2 แบบคือ : - แบบฉากสว่าง (Light Field Illumination) : แสงจะส่องผ่านจากด้านล่างเข้าสู่พลอย หรือจะใช้แผ่นแก้วฝ้าหรือพลาสติกกั้นระหว่างแหล่งแสงและพลอยทำให้เกิดแสงพร่า(Diffused Illumination) เหมาะสำหรับดูแถบสีต่าง ๆ - แบบฉากมืด (Dark Field Illumination) : มีแผ่นโลหะสีดำกั้นไม่ให้แสงจากด้านล่างพลอยผ่านเข้าสู่พลอยโดยตรง แต่จะเป็นแสงเข้าสู่พลอยทางด้านข้าง จะมองเห็นตำหนิเป็นภาพสว่าง
ไดโครสโคป (Dichroscope) เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการดูเพลียวโครอิซึ่ม(Pleochroism) ซึ่งเป็นคุณสมบัติของพลอย 1) ถือพลอยห่างจากแหล่งกำเนิดแสงประมาณ ? นิ้ว และไดโครสโคปห่างจากพลอยประมาณ ? นิ้ว และมองผ่านลงทางด้านส่องตา 2) สังเกตสีที่เห็นในเครื่องไดโครสโคปซึ่งแบ่งเป็น 2 ช่อง หมุนเครื่องไปมาในระหว่างที่ตรวจสอบ และส่องดูพลอยในทิศทางต่างกัน เช่น ส่องดูทางด้านหน้าพลอย, เหลี่ยมข้าง, และก้นพลอย ตรวจดูสีที่เห็นในทั้ง 2 ช่อง 3) ถ้าเห็นสีเดียวตลอด แสดงว่าเป็นพลอยหักเหเดี่ยว ถ้าเห็น 2 สี แสดงว่าเป็น Dichroism เป็นพลอย DRU ถ้าเห็น 3 สี แสดงว่าเป็น Trichroism เป็นพลอย DRB เช่น พลอยทับทิมจะเห็น 2 สี (DRU) คือ สีแดง และแดงอมส้ม
พลอยอันดาลูไซท์จะเห็น 3 สี (DR BI) เช่น ดู Pleochroism ในทิศทางต่าง ๆ
1) ถ้ามองในทิศทางของแกนแสงจะเห็นสีเดียว ต้องหมุนพลอยและเครื่องไดโครสโคปในหลายทิศทาง เพื่อยืนยันว่าเป็นพลอย 2) ถ้าเห็นสีอ่อน ๆ อาจไม่ใช่ Pleochroism ที่แท้จริง เนื่องจากบางครั้งด้านสองด้านของกระจกมีสีต่างกันเล็กน้อย อาจสับสนกับ Pleochroism ได้ 3) พลอยสีเข้มจะเห็น Pleochroism ชัดเจนกว่า 4) พลอย DR บางชนิดอาจไม่แสดง Pleochroism ก็ได้
เครื่องสเปคโตรสโคป (Spectroscope) เป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบการดูดกลืนคลื่นแสงในพลอย ซึ่งพลอยแต่ละชนิดจะเลือกดูดกลืนและส่งผ่านแสงสีขาวแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับธาตุให้สีที่เป็นส่วนประกอบของพลอยนั้น ๆ เราเรียกการดูดกลืนคลื่นแสงในพลอยว่า “สเปคตรัม” (Spectrum) ประโยชน์ของการตรวจสอบสเปคตรัมของพลอย : 1) ตรวจสอบว่าเป็นพลอยชนิดใด (สำหรับพลอยบางชนิด) 2) ตรวจสอบว่าเป็นพลอยธรรมชาติหรือพลอยสังเคราะห์สำหรับพลอยบางชนิดซึ่งจะมีลักษณะสเปคตรัมที่แตกต่างกัน 3) ตรวจสอบว่าเป็นหยกสีเขียวธรรมชาติหรือสีเขียวย้อม 4) ตรวจสอบธาตุให้สีว่าเป็นธาตุใด
เชลซีฟิลเตอร์ (Chelsea Filter)
เชลซีฟิลเตอร์เป็นแผ่นกรองแสงที่ใช้แยกมรกตธรรมชาติจากมรกตเลียนแบบ (หมายถึง พลอยอื่น ๆ ที่มีสีเขียวคล้ายมรกต) บางครั้งจึงเรียกว่า “เอมเมอรัล ฟิลเตอร์” (Emerald Filter) ใช้แยกมรกตธรรมชาติจากพลอยปะ 3 ชั้น หรือแก้วสีเขียว ถ้าเป็น 1) ใช้แยกสปิเนลสังเคราะห์สีน้ำเงินออกจากพลอยน้ำเงินอื่น ๆ เช่น อะความารีน, แซฟไฟร์สีน้ำเงิน, โทปาซสีน้ำเงิน, เพทาย 2) ใช้แยกคาลซีโดนีย้อมสีเขียวและโครมคาลซีโดนีจากคริสโซเพรส โดยคาลซีโดนีย้อมสีเขียวและโครมคาลซีโดนีจะเปลี่ยน 3) ใช้แยกเจดไดท์จากเจดไดท์ย้อมสีเขียว แต่ผลที่ได้ไม่แน่นอน เพราะโครเมียมในเจดไดท์สีเขียวธรรมชาติจะทำให้เจดไดท์ ลูป (Loupe) และที่คีบพลอย (Tweezer)
ลูป หรือ แว่นขยาย ที่ใช้โดยปกติจะใช้เลนส์ที่มีกำลังขยาย 10 เท่า เพื่อใช้ดูลักษณะทั่วไปและดูตำหนิภายในพลอย ข้อแนะนำในการใช้ลูปแบบถูกวิธี : 1) หากมีความถนัดในการใช้ตาข้างใด ก็ควรใช้มือข้างนั้นถือลูป เช่น ถนัดตาขวา ให้ใช้มือขวาถือลูป 2) ใช้ที่คีบพลอย (Tweezer) คีบพลอยไว้ด้วยมืออีกข้าง 3) ถือลูปให้ใกล้ตาและถือพลอยให้ห่างจากลูปประมาณ 1 นิ้ว ขยับพลอยและลูปจนเห็นภาพได้ชัดมากที่สุด 4) แสงเป็นสิ่งที่สำคัญ คนส่วนมากมักใช้แสงผ่านกับพลอยซึ่งไม่ค่อยถูกต้องนัก เนื่องจากแสงจะสะท้อนออกจากพลอยทาง เหลี่ยมด้านหลัง ทำให้ด้านในพลอยมืดหมด และแสงจะเข้าตาทำให้ตาพร่า ซึ่งที่ถูกต้องก็คือ การถือพลอยให้ใกล้กับขอบของ โคมไฟแล้วให้แสงตกลงมาตรงๆโดยแสงจะเข้าทางด้านข้างของพลอย ทำให้แสงพร่าลดน้อยลงและเห็นตำหนิชัดเจนยิ่งขึ้น
Bangkok Gems Training Center : No .919/1 Jewelry Trade Center, 3rd floorThe silom Galleria PlazaZone,Silom Road, BangrakBangkok 10500 Tel. (02) 630-3174 , (086) 553-4319, (081) 815-2663 |
|||||||||||||||||||||||||||||||